วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

10 อันดับการ์ตูนยอดนิยมของวัยรุ่นญี่ปุ่น

อันดับ1คือOnepieceการ์ตูนแนวผจญภัยยอดนิยมที่หลายๆคนคงรู้จักกันดี

อันดับ2คือSlamDunkการ์ตูนบาสฯที่หลายๆคนคงยังจำกันได้

อันดับ3คือDragonBallการ์ตูนต่อสู้ผจญภัยสุดมันส์ยอดนิยมตลอดกาลที่คงไม่มีใครไม่รู้จัก

อันดับ4คือDeathNoteการ์ตูนชื่อดังที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนต์ถึง2ภาค

อันดับ5คือGintamaแนวตลกที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น

อันดับ6คือLovely Complexการ์ตูนแนวlovecomedy

ที่มียอดขายในญี่ปุ่นกว่า10ล้านเล่มและถูกสร้างเป็นละคร

อันดับ7คือNodame Cantabileถูกสร้างเป็นละครและเคยฉายทางช่อง7ชื่อเรื่องวุ่นรักนักดนตรี

อันดับ8คือDetective Conanการ์ตูนแนวนักสืบที่เป็นที่รู้จักกันดี

อันดับ9มี2เรื่องเพราะคะแนนเท่ากันคือ1.Hana Yori Dango(สาวแกร่งใจเกินร้อย)

ถูกนำมาสร้างเป็นละครที่ได้รับความนิยมอย่างมากใน ชื่อเรื่องรักใสๆหัวใจ4ดวง

หลายภาคหลายเวอร์ชั่นและ2.Fullmetal Alchemist(แขนกลคนแปลธาตุ)

เคยฉายทางTVในบ้านเรา

เคยอ่านเคยดูหรือรู้จักเรื่องไหนกันบ้างคะ อันดับที่จัดมานี่ตรงใจกันบ้างไหมครับ

และการ์ตูนในดวงใจของพวกคุณคือเรื่องอะไรกันบ้างครับ?


ที่มาครับ : http://niceoppai.49.forumer.com/viewtopic.php?f=2&t=1197

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ค่านิยมผิดๆ วันวาเลนไทน์ วันเสียตัวแห่งชาติงั้นหรือ!?

ค่านิยมวันวาเลนไทน์ ฆ่านิยมวันเสียตัวแห่งชาติ

เป็น ธรรมเนียมปฏิบัติกับการออกมาให้ข่าวของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐอย่าง กระทรวงวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งสื่อสารมวลชนทุกๆ แขนง พิพากษาให้ "วันวาเลนไทน์" ว่าเป็น "วันเสียตัวแห่งชาติ" ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจกับเด็กเป็นวงกว้างนั้น

นายอรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ประธานสภาเยาวชนกรุงเทพมหานคร กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์เกี่ยว กับประเด็นที่ผู้ใหญ่มักให้ภาพวันวาเลนไทน์กับวัยรุ่นเป็นภาพลบมาตลอดหลาย สิบปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เขากล่าวไม่เห็นด้วยกับการที่ทุกๆ ปีนั้นจะมีผู้ใหญ่ออกมาอิงกระแสตราหน้าหาว่าวัยรุ่นใช้วันวันวาเลนไทน์เป็น "พลีกาย" เป็น "วันเสียตัวแห่งชาติ"

ข่าวป้ายสีเด็กลงฟรี ข่าวเด็กดีๆ ต้องเสียตังค์ลง

"ทุกๆ ปีผู้ใหญ่และสื่อ ให้ความสำคัญกับวันนี้มากมาย จนสถานประกอบการต่างๆ จับกระแสได้โดยเริ่มคลอดโปรโมชั่นแบบยั่วยวนให้กลุ่มเด็กเข้าไปใช้บริการ เหล่านั้น ซึ่งแทนที่ผู้ใหญ่ สื่อ กระทรวงวัฒนธรรมจะนำเสนอหรือออกมาพูดในเรื่องดีๆ ของเด็กในวันนี้ ซึ่งมีเต็มหมด เช่น เด็กออกมาทำอะไรสร้างสรรค์ ออกมารณรงค์เรื่องดีๆ และขยายความหมายของวันนี้มากกว่าวันแห่งความรักเชิงชู้สาวที่เน้นความรักแบบ ต้องมีเซ็กส์กัน แต่ผู้ใหญ่และสื่อเลือกจับคู่เอาเรื่องเด็กกับสิ่งไม่ดีเสนอๆ"

พอ เกิดด้านลบมากๆ ประธานสภาเยาวชนกรุงเทพมหานคร บอกว่า จริงๆ วัยรุ่นที่ทำตัวไม่ดีมีแค่ 10 % พอออกข่าวไปแล้วก็บอกว่า "วัยโจ๋-นักศึกษา…" ถ้าพูดแบบนี้ก็หมายความว่าเหมารวมหมด เด็กส่วนใหญ่ที่ทำตัวดีก็โดนด่า ซึ่งเป็นการพูดความจริงแค่นิดเดียว ผู้ใหญ่ใช้ไม่ได้ซึ่งคาดว่า วาเลนไทน์ปีนี้เด็กก็จะโดนกล่าวหาว่าทำตัวไม่ดีเหมือนเคย

"เด็กดีๆ หลายคนรู้สึกว่าเด็กๆ ถูกป้ายสีนะ แต่อย่างที่เรารู้ๆ กันว่า "ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์" แทนที่เราจะมาลงข่าวว่าเด็ก เราไม่ดียังไงๆ ทำไมผู้ใหญ่ไม่รณรงค์ว่าวาเลนไทน์เป็นวันสุภาพบุรุษ วาเลนไทน์เป็นวันมีคนมาช่วยกันในสังคม มาช่วยกันอนุรักษ์สังคม ไม่ต้องไปจงใจในเรื่องของเซ็กส์แอนตี้อยางเดียวแต่ว่าเป็นเรื่องของเรื่อง ทั่วไป เราไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นวันแห่งความรัก แต่เรารักอย่างอื่นได้ รักสังคมได้ รักพ่อแม่ก็ได้นะ อันนี้ผู้ใหญ่ควรจะรู้ไว้"

มองมุมกลับ กับ วันเสียตัวแห่งชาติ

นอก เหนือความหมายวันวาเลนไทน์ หรือวันเสียตัวแล้ว ถามว่าปัจจุบันเด็กเสียคนเองหรือว่าโดนทุนนิยม โดนกระแสสังคมทำให้เสียคนประธานสภาเยาวชนกรุงเทพมหานคร บอกว่าน่าจะมาจากปัจจัยรวมๆ ทั้งหมด

"คำถามผมก็คือ ผู้ใหญ่ สื่อ และตำรวจทำไมไม่เปลี่ยนอีกมุมหนึ่งมาช่วยเด็กจัดกิจกรรมรักความสร้างสรรค์ แต่นี่กลายเป็นว่าวันวาเลนไทน์วัยรุ่นกลายเป็นอาชญากรรมไป ถามจับมาทำอะไรเขาได้ แถมไม่ได้ทำให้พฤติกรรมของเด็กๆ เปลี่ยนแปลงเลย"

ถาม ว่าใครไม่สร้างสรรค์กันแน่เด็กหรือผู้ใหญ่ ประธานสภาเยาวชนกรุงเทพมหานครบอกว่าทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าเด็กไม่ดีหรือว่า ผู้ใหญ่ไม่ดี อยากให้เด็กออกมาพูดบ้างว่าเทคผับที่เปิดอยู่ทุกวันนี้ทำไมไม่จัดโซนนิ่งล่ะ ทำไมมีผู้มีอิทธิพลยิงคนฆ่าคนตายเยอะล่ะ ฆ่าข่มขืนเยอะแยะทำไมผู้ใหญ่ไม่ทำตัวดีๆ ถ้าเด็กออกมาพูดเรื่องนี้ผู้ใหญ่ก็เสียหมดแล้วอนาคตสังคมไทยจะได้อะไร

สร้างฮีโร่ เพราะฮีโร่ไม่สิ้น...!!!

"จริงๆ เด็กมันเป็นไม้อ่อนที่มันดัดได้ แล้วก็มองอีกมุมว่าแทนที่เราจะมาโฟกัสว่าเด็กไม่ดีอย่างนั้นเรามาเปิดแผนที่ ชีวิตสำหรับเด็กที่ดี ดีกว่าว่าการที่จะนำไปสู่เด็กที่จะเป็นการยอมรับของสังคมหรือว่าเรียนรู้ใน การอยู่ในสังคมได้อย่างหลากหลาย ก็นำเสนอชีวิตของเด็กที่ดีเยอะๆ มันก็จะทำให้กระแสสังคมเกิดไอดอลเด็กก็จะรู้ว่าเค้าจะเดินตามใคร และเขาจะได้อะไร เขาจะได้มีฮีโร่ ทำไมประเทศญี่ปุ่นถึงต้องสร้างฮีโร่เยอะๆเพราะมันเป็นไอดอลให้เด็กได้ เด็กก็จะไม่รู้สึกว่าเขาต้องไปทำไม่ดี เขาทำดี เขาจะได้รับโน้นนี่นั่น ผมอยากให้ทำอะไรในเชิงแก้ปัญหาแบบยั่งยืนดีกว่า"

อย่าง น้อยๆ อรุณฉัตร บอกว่า ถ้าลองมาทำกิจกรรมดีๆ ต่อให้มีคนแค่ 10 คน นั่นหมายถึง 10 คนจะดีขึ้น และ10 คนก็มีคนรู้จักอีกประมาณ 100 กว่าคนสังคมก็เปลี่ยนได้ เพราะการเริ่มต้นของคน 10 คนเช่นกัน นับจากนี้เรามองว่าอีก 10-20 ปี ถ้าคนที่มาเป็นรัฐบาลมีโมเดลในการสร้างคนด้วยการมอบปัญหา มอบการศึกษามากกว่าสร้างวัตถุ

วันวาเลนไทน์ โจ๋ไทยกับทัศนะหลากหลายที่ผู้ใหญ่ปากร้ายต้องฟัง

นาง สาวพินทุอร อุทัยวรรณ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงทรรศนะกับไทยรัฐออนไลน์ว่าวันนี้เป็นวันแห่งการสูญเสียเงินโดยเปล่า ประโยชน์ไปกับ ของขวัญและดอกไม้

"มอง ว่าวันวาเลนไทน์ก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น ซึ่งนอกจากจะได้อยู่กับแฟนแล้วยังจะได้อยู่กับครอบครัวไปด้วยในตัว อย่างไรก็ดีพลอยอยากจะวิงวอนให้ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองให้เข้าใจเด็กว่าบางคน ไม่มีความคิดแบบนั้น อยากให้ผู้ใหญ่มองว่าเด็กก็มีความคิดดีๆ เหมือนกัน"

นาง สาวรัสวดี วันทรงธรรม รัฐศาสตร์ปี 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนคิดว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ใหญ่กล่าวหาเด็กๆ แบบนั้น คงเพราะผู้ใหญ่คิดว่าวันนี้มันเป็นค่านิยมของเด็ก อีกทั้งผู้ชายส่วนหนึ่งก็ใช้วันนี้เป็นข้ออ้างด้วย แต่จริงๆ แล้วผู้ใหญ่ลืมไปว่าเด็กที่เขาว่าเหลวแหลกนั้นเป็นส่วนน้อยของสังคมแค่ 20 % เท่านั้น

"วิธี แก้ไขได้นอกจากผู้ใหญ่จะหยุดตอกย้ำเอาเรื่องของคนกลุ่มเล็กมาพูดแล้ว ครอบครัวก็เป็นส่วนสำคัญในการปลูกฝังให้เรามีความยังยังช่างใจ ซึ่งวันวาเลนไทน์ไม่จำกัดอยูแค่ต้องอยู่กับแฟนเท่านั้น ความรักมันยังกินความหมายไปได้ ถึง พ่อ-แม่-ครู ท่านเลี้ยงและสั่งสอนเรามาก็ควรจะตอบแทนท่านด้วยความรักและเอาใจใส่ดีกว่าไป ทำตัวเหลวไหล"

นาย ชูวรรธณ์ ชีวะอุดมกล่าวว่า ในฐานะผู้ชายผมมีความรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันพิเศษวันหนึ่งบนหน้าปฏิทินเท่า นั้น ก็คงจะมีของขวัญมอบให้กับคนรัก แต่ก็ไม่ได้หมายความถึงแฟนอย่างเดียวหมายถึงครอบครัวพ่อ แม่ พี่น้อง ด้วย อาจจะมีการไปทานข้าวด้วยกัน ไม่ใช่คิดแต่ว่าจะให้แต่แฟนแค่คนเดียวซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นส่วนตัวรู้สึกว่า เป็นพวกเห็นแก่ตัว

"ทุกๆ ครั้งที่พวกผู้ใหญ่นินทาเด็กว่าวันนี้มันจะต้องเสียตัวกันนั้น ผมมองว่ามันเป็นค่านิยมที่ผิดๆ เป็นทัศนะคติดที่ใช้ไม่ได้ ซึ่งถ้าหากผู้ใหญ่เอาแต่ด่าๆ แล้วก็ไม่หาทางออกให้ เรื่องนี้ก็ไม่ได้รับการแก้ไขสักที สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำก็คืออยากให้ภาครัฐตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกัน าปลูกฝังค่านิยมใหม่ดีๆ กระทั่งสร้างคอมเพล็กดีๆ เพื่อให้เยาวนไปทำกิจกรรมและหาความรู้ดีแบบไม่เสียเงิน ดีกว่าโกงชาติบ้านเมือง"

นางสาวสิรามล วงศ์คงคำ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม คณะนิเทศศาสตร์ กล่าวว่าทำไมคนไทยต้องให้ความสำคัญกับวันนี้ด้วย วันที่ 14 ก.พ.ทุกๆ ปี

"สำหรับ เราเป็นวันไร้สาระแห่งชาติเป็นวันแห่งการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ที่ต้อง เสียเงินซื้อของขวัญแลกกับแฟน พอได้แลกของขวัญกันก็ทำให้เรารู้สึกถึงการเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เรื่องแบบนี้วัยุรุ่นหลายคนคิด แต่ไม่ค่อยมีสื่อที่จะสื่อสารออกไป ซึ่งผู้ใหญ่เคยรู้ไหมว่าการออกมาพูดแบบนี้ทำให้โรงแรมม่านรูดต่างๆ จัดโปรโมชั่นมากมายแล้วใครได้ประโยชน์ แต่คงไม่ใช่เด็กแน่ๆ เรื่องผิดกฎหมายแบบนี้ทำไม่กระทรวงวัฒนธรรมไม่ทำ"

ที่มาครับ : http://niceoppai.49.forumer.com/viewtopic.php?f=2&t=1114

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เทศกาล กกน. บิน!!


หลัง จากเป็นที่ฮือฮากันไปพักนึงกับ ED “กกน. บิน” ตอนที่ 2 ของ Sora Otoshimoto และยังมีคนเจ้าไอเดียคิดค้น “กกน. บิน” ของจริงออกมาอีกต่างหาก แล้วที่นี้ก็ไม่รู้ว่าเพราะแฟนๆ เรียกร้องหรืออย่างไร ทำให้มีการจัดงาน Sora Fes! เพื่อสาวกของเรื่องนี้ขึ้น และแน่นอนว่าไฮไลท์ของงานมันก็ต้อง “กกน. บิน” อยู่แล้วเจ้าค่ะ!!!

งาน Sora Fes! นี้จะมีขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2010 ที่ญี่ปุ่นเจ้าค่ะ!!! งานนี้อาจารย์ Nojiri Housuke(คนแต่ง Rocket Girls ฉบับนิยาย) ผู้ซึ่งหลังจากได้ดู Sora no Otoshimoto แล้ว ก็เกิดแรงบัลดาลใจในการทำ “กกน. บิน” แบบผลิตจำนวนมากมาขาย โดยในงานสามารถหาซื้อชุดประกอบ “กกน. บิน” ได้ในราคาลำละ 1,000 เยนเจ้าค่ะ!!!! ให้สามารถทำ กกน. บินของตัวเองกันได้(ลายไหนก็ตามสะดวก) แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะประกอบไม่เป็น เพราะเขาก็มีสอนให้ด้วยน๊าเจ้าค่ะ!!!

นอกจากนี้ก็ยังมีคุณ Kazuhiko Hachiya ผู้สร้าง Glider ขนาดเท่าของจริง ที่ได้แรงบัลดาลใจจาก Nausicaä of the Valley of Wind มาร่วมด้วย ช่างเป็นงานที่รวมเรื่องบินๆ เอาไว้ดีจริงๆ เลยเจ้าค่ะ…

ที่มาครับ : http://niceoppai.49.forumer.com/viewtopic.php?f=2&t=1094

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

คิดว่า 2012 จะเป็นจริงไหม

การ ทำนายนั้นอยู่คู่กับสังคมของเรามานาน โดยเฉพาะการทำนายธรรมชาติ เช่นการดูสีของท้องฟ้า ก้อนเมฆ สายลม ดวงดาว แม้กระทั่งการมองเห็นด้วยจิต ที่สามารถหยั่งรู้ฟ้าดินและธรรมชาติได้ เหมือนที่เคยฮือฮากันไปเมื่อหลายปีก่อน เมื่อนาย กอร์ดอน (Gordon-Michael Scalion) ชาวอเมริกันที่เคยเสียชีวิตเมื่อปี 1979

แต่ กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นเขาก็อ้างว่า ได้รับพรสวรรค์ที่หยั่งรู้อนาคต เขามักจะเดินทางไปอยู่บนพื้นที่สูงๆ บนภูเขา แล้วมองลงมาเห็นภาพในอนาคต โดยเฉพาะภาพของเมืองที่เปลี่ยนไป และโลกที่จะเกิดขึ้นมาใหม่คน ที่เชื่อถือนายกอร์ดอนนั้นมีไม่น้อย เพราะได้เคยฝากผลงานการทำนายที่แม่นยำเอาไว้ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในลอส แองเจอริส เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2535, เหตุการณ์แผ่นดินไหวในแคลิฟอร์เนียเมื่อ มกราคม 2537 รวมอีกหลายเหตุการณ์ที่เขาทายไว้แล้วก็ถูกเผงแต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็เห็นจะเป็นการทำนายเมื่อปี พ.ศ.2521 ซึ่งเขาเห็นตัวเองลอยอยู่เหนืออวกาศ แล้วมองลงมาบนโลก ด้วยภาพแผนที่โลกใหม่ เขาจึงใช้เวลาอยู่ 4 ปี ที่จะร่างแผนที่โลกอนาคตที่เห็นคนเดียวนั้นออกมาสู่ส ายตาชาวโลก พร้อมทั้งให้คำอธิบายไว้ว่า โลกที่แปรเปลี่ยนไปนี้จะเกิดจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ทำให้ทวีปของโลกเคลื่อนไปหมด และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1998-2012 หรือ พ.ศ.2541-2555 นั่นเอง

มีผู้อธิบายปรากฏการณ์นี้ในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า เกิดจากการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้คอมพิวเตอร์ Hyderabad คำนวณการแลกเปลี่ยนพลังงานที่ขั้วทิศเหนือและขั้วทิศ ใต้สลับตำแหน่งกัน ว่ามีคุณสมบัติแม่เหล็กพลิกกลับขั้วของดวงอาทิตย์ทุก ๆ 11 ปี และจะก่อพลังงานสูงสุดได้ในปี 2012 อย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดเมื่อหลายล้านปีก่อนปฏิทินมายามีหลายแบบ แบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปี ค.ศ. 2012 คือแบบที่เรียกกันว่า ปฏิทินรอบยาว (long count) ระบุวันด้วยชุดของตัวเลข ตัวเลขชุดนี้แทนวันที่ได้ยาวนาน 5,126 ปี เทียบกับวันที่ตามระบบปฏิทินสากลตั้งแต่ วันที่ 11 สิงหาคม 3114 ปีก่อนคริสต์กาลไปจนสุดจำนวนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2012การสิ้นสุดของตัวเลขปฏิทินมายา หรือการครบจำนวนสูงสุดที่กำหนดไว้ในระบบนับวันระบบใด ระบบหนึ่ง จะแสดงถึงการสิ้นสุดของโลกเชียวหรือคอมพิวเตอร์

สมัยก่อนก็มีระบบปฏิทินในตัวเครื่องที่แสดงวันเดือนป ีได้จนถึงสิ้น ค.ศ. 1999 อันเป็นที่รู้จักกันในนามของปัญหา Y2K แต่เมื่อสิ้นสุด ค.ศ. 1999 โลกก็ไม่ได้แตกระบบนับวันของคอมพิวเตอร์ระบบบอกพิกัดจีพีเอส ก็มีระบบนับสัปดาห์เป็นของตัวเอง ซึ่งตัวเลขจะสุดจำนวนที่วันที่ 21 สิงหาคม 2542 ทำนองเดียวกับ Y2K ของคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อสิ้นวันที่ 21 สิงหาคม 2542 โลกก็ไม่ได้แตกตามระบบจีพีเอสทำนองเดียวกัน โลกก็จะไม่แตกสลายเพราะว่าสุดตัวเลขปฏิทินมายา หลังวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2012 ปฏิทินมายาก็จะเริ่มนับรอบใหม่

ที่มาครับ : http://www.kazeyomi-subs.net/forum/index.php?topic=2210.0

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ข้าวเกรียบ Miku น่ารักจนไม่กล้ากิน…



เห็นสินค้าจาก Vocaloid กันมาก็มากแย้ว แต่ส่วนมากก็ไม่พ้นของเล่นหรือของสะสมเป็นส่วนใหญ่ มารอบนี้ถือว่าแปลกดีเพราะว่าไม่ใช่ของสะสมแต่เป็น ข้าวเกรียบ “Miku-sen” หรือจะเรียกว่าข้าวเกรียบ Miku ก็คงได้เจ้าค่ะ!!! โดยบนแผ่นข้าวเกรียบก็จะมีรูปของหนู Miku แบบต่างๆ ที่เป็นฝีมือของสมาชิกในเว็บ Piapro ที่ครั้งก่อนก็ประกวดวาดภาพในโครงการ Miku ช่วยรีไซเคิลมือถือกันไปแล้วนั่นเองเจ้าค่ะ!!!!

ส่วนประกอบของข้าวเกรียบนี่ก็ ข้าว กุ้ง และต้นหอม!!


หน้าตาทั้งกล่องก็ประมาณนี้แหละจ้า!นอกจากภาพหนู Miku บนแผ่นข้าวเกรียบแล้ว เขายังมี QR Code ให้มาในกล่องไว้ไปโหลดเพลง Theme Miku-sen ด้วยนะเจ้าค่ะ!!!กำหนดวางขาย 25 เมษายน 2010 ในหนึ่งกล่องมี 12 ชิ้น ราคา 1,280 เยนจ้า!!! เก็บไ้ว้ได้นานประมาณ 5-6 เดือน แต่อย่างที่บอกล่ะนะ ได้มาก็คงไม่กล้ากินเพราะ… มันน่าร๊ากกกกกกกอ่ะ!!เครดิต The Banzaieffect&akibatan

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เรื่องเล่า "ช่างตัดผมแห่งมหาสงครามเอเชียบูรพา"

เรื่องเล่าจา่กชาย ชราคนหนึ่ง; ขอฝากไว้เป็นบรรทัดเล็ก ๆ ในประวัติศาสตร์หลังจาก อิดออดอยู่พักหนึ่งเมื่อภรรยาขอให้ไปตัดผมเพราะยาวจนเต็มที่แล้ว ผมจึงได้ย้ายตัวเองออกมาจากเตียงในบ่ายวันเสาร์ที่อากาศร้อนเอามาก ๆ ไปที่ร้านตัดผม เมื่อเดินเข้าไปในร้าน มีช่างตัดผมอยู่สามคน คนหนึ่งเป็นหญิงท้องแก่กำลังตัดผมให้ลูกค้าคนหนึ่ง อีกคนเป็นชายกลางคนศีรษะล้านนอนดูโทรทัศน์อยู่ที่เก้าอี้ยาว อีกคนเป็นคนจีนสูงวัยท่านหนึ่ง ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่หน้าร้านเมื่อได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้ว ช่างตัดผมสูงวัยก็เดินเข้ามาคลุมผ้าและลงมือตัดให้ด้วยท่าทีเชื่องช้าแต่ มั่นคง‘จะไหวเหรอลุง มือไม่สั่นแน่นะ’ ผมคิดอยู่ในใจ“ตัดสั้น ๆ เลยนะครับลุง”ชายแก่เหลือบมองไปที่ท้ายทอยแล้วพูดขึ้นมา “ตัดสั้นก็ได้ แต่มันไม่ค่อยเข้ากับหัว ข้างบนนี่ผมมันบางไปเยอะแล้ว”‘ ......!’
-------------------------------------------------------

หลังจากเริ่มตัดไปได้สักพัก ช่างตัดผมก็เริ่มชวนคุย “เป็นคนที่นี่เหรอ ไม่เคยเห็นมาตัดเลย”“เพิ่งย้ายมาทำงานที่นี่ได้ไม่นานครับลุง อยู่ที่หัวถนนนี่เอง ลุงเป็นคนที่นี่เหรอครับ”ชายชราตอบอย่างช้า ๆ “ผมย้ายมาอยู่ที่นี่ได้หกสิบกว่าปีแล้วครับ เดิมอยู่ที่ตรัง”“ถ้างั้นก็ทันช่วงสงครามสิครับลุง” ผมถามเพราะกำลังสนใจเรื่องนี้อยู่ น่าจะได้เรื่องเล่าอะไรที่น่าสนใจบ้างจากนั้น เรื่องราวอีกมุมหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เริ่มทยอยมาให้ฟัง

-------------------------------------------------------

“ตอน นั้นผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ก่อนสงครามแล้วครับ ตัดผมมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว สมัยก่อนนั้นยากลำบากกว่าตอนนี้เยอะ ผ้านุ่งยังหายากเลยครับ แต่จะบอกอะไรให้นะ ถึงผ้านุ่งจะไม่มียังไง หากจะไปตลาดต้องหาหมวกมาใส่ ผ่านุ่งจะขาดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าขืนไม่ใส่หมวกก็โดนจับ แล้วตำรวจเอาจริงด้วย ข้าวปลาอาหารก็หายาก”“สมัยจอมพล ป. ใช่ไหมครับลุง ยุคมาลานำไทย?” ผมถามย้ำหลังจากช่างตัดผมพูดจบประโยคได้สักพัก“นั่นแหละครับ ยุคนั้นเลย โดนจับกันไปหลายคนเพราะไม่ใส่หมวกนี่แหละ บางคนโดนจับแล้วตบหน้ากลางตลาดเลย ผมว่าแรงไปหน่อย พวกนี้ชอบบอกว่าทำตามคำสั่ง แต่ผมว่าถึงยังไงก็ยังแรงไปอยู่ดี คนไทยด้วยกันแท้ ๆ แต่เคราะห์กรรมมันมีจริง พวกที่ใช้อำนาจไปทำเขานี่แหละ ผมเห็นมาแล้ว” ชายชราพูดจบแล้วทิ้งท้ายเอาไว้“แล้วตอนทหารญี่ปุ่นมา เป็นยังไงบ้างครับลุง”ช่างตัดผมหยุดคิดสักพัก ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ พยายามพลิกความทรงจำหน้าเก่า ๆ ออกมา“ตอนนั้นผมอายุได้ 14 ปี ตอนที่ญี่ปุ่นเข้ามา ก็ทำงานช่างตัดผมตั้งแต่ตอนนั้นแล้วหละ เพราะพ่อเสียตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ไม่รู้จะทำงานอะไร ไม่มีความรู้ ก็เลยตัดผมมาตั้งแต่ตอนนั้น แถวในเมืองไม่ค่อยมีญี่ปุ่นหรอก ส่วนใหญ่อยู่ที่ทุ่งสง มีค่ายทหารอยู่ที่โน่น ในเมืองก็มีแต่คงไม่มาก”“ลุงอยู่ที่ไหนครับตอนนั้น”“ผมอยู่ที่ตลาดทุ่งสงครับ เคยไปตัดผมให้นายทหารในค่ายญี่ปุ่นด้วย รู้สึกว่าจะเป็นนายพัน เงินที่ญี่ปุ่นให้มาผมยังเก็บไว้เลย แต่พอย้ายบ้านหลายครั้ง จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน ตอนนี้ก็หายไปเสียแล้ว พวกนี้พิมพ์เงินใช้เอง เอามาเป็นหีบเลย ยังไม่ได้ตัดด้วยนะ ตอนที่จะเอาเงินมาให้ผม ต้องเอากรรไกรไปตัดออกมาจากหีบอีกที

-------------------------------------------------------

พวกนายทหารนี่จะมีดาบซามูไรถือติดตัวด้วย แล้วไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ถือดาบนะ พวกที่ได้ถือซามูไรนี่ต้องเป็นของตกทอดมาอีกที พวกนี้จะถือว่าตัวเองเป็นพวกลูกจักรพรรดิ ลูกพระอาทิตย์ แล้วพวกนี้สุภาพมาก กับผู้หญิงนี่จะไม่มายุ่งเลย มีวินัยดีด้วย แต่งตัวเรียบร้อย เดินในตลาดนี่เห็นมาแต่ไกลเลยเพราะเดินเป็นระเบียบมากเคยเห็นทหารญี่ปุ่นเจอแม่กำลังอุ้มเด็กเล็ก ๆ ร้องไห้อยู่ ทหารญี่ปุ่นก็เอาของมาให้ เอาขนมมาให้ แล้วก็ร้องไห้ไปด้วย สงสัยว่าพวกนี้จะจากบ้านมานาน คงคิดถึงลูก ลองคิดดูว่าถ้าเป็นเราก็คงเหมือนกัน จากบ้านมาไกล ไม่เห็นหน้าลูก เห็นเด็กแล้วก็คงคิดถึงลูกเมียหัวหน้าค่ายทหารที่ทุ่งสงนี่แหละ ยืนเอามือหนึ่งยันเสาไว้ อีกมือไขว้หลัง แล้วยืนไขว้ขามองดูเด็กวิ่งเล่น แล้วก็ให้ลูกน้องไปเอาของกินมาแจกเด็ก ยังจำได้ติดตาเลยครับ”ช่างตัดผมหยุดทำท่าตามที่บอกแล้วก็เริ่มเล่าต่อ“แต่กับพวกขโมยนี่พวกญี่ปุ่นไม่ชอบเลย ถ้าใครไปขโมยของมาแล้วโดนจับได้ละก็เจอโทษหนัก

-------------------------------------------------------

...พวกเชลยที่จับมาจากมลายูก็เอามาขังไว้ที่ทุ่งสงก็ อด ๆ อยาก ๆ บางคนก็เอาใส่ตู้รถไฟไปสร้างทางที่กาญจนบุรี ขนไปเป็นขบวนรถไฟเลย อัดกันอยู่ข้างใน นายพลญี่ปุ่นผมก็เคยเห็นมาแล้วนะ มากับขบวนรถไฟ พวกทหารไปต้อนรับกันเต็มเลย” ในน้ำเสียงของชายชรายังแฝงไว้ด้วยความยำเกรง แม้เวลาจะผ่านมาห้าสิบกว่าปีแล้ว“พวกเชลยนี่คือทหารอังกฤษจากมลายูกับสิงคโปร์ใช่ไหมครับลุง ผมนึกว่าเขาขนไปที่กาญจนบุรีหมดเสียอีก”“บางคนก็เอาไว้ที่นี่ครับ เอาไว้ก่อสร้างกับซ่อมทางรถไฟ มีบางคนตกรถไฟขาหักเดินไม่ได้ พวกนี้ก็ปล่อยทิ้งไว้ให้นอนร้องอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ตายไปเอง ผมเห็นมากับตาเลย ใครไปช่วยก็จะหาว่าเป็นเสรีไทย โดนยิงทิ้งหมด”“แถวนี้มีเสรีไทยมาด้วยหรือครับลุง” ผมถามหลังจากลุงหยุดพูดได้สักพักช่างตัดผมหยิบน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มแก้วหนึ่งก่อนเล่าต่อ “มีเสรีไทยโดดร่มมาลงที่สิชล เขาว่าไปหลบอยู่ในบ้านคนแถวนั้นแล้วเอาร่มไปเก็บไว้ใต้หลังคา ผมก็เคยไปตัดผมให้ จำได้ว่ามียศเป็นหลวง แต่จำชื่อไม่ได้ เห็นเขาว่ามาช่วยทหารฝรั่งไปได้หลายคน แต่ผมไม่รู้รายละเอียดหรอกครับ”…ชายคนนี้เคยตัดผมให้นายทหารญี่ปุ่นและเสรีไทยมาแล้ว

-------------------------------------------------------

“สมัยนั้นใครค้าขายกับญี่ปุ่นก็สบายเลย ร่ำรวยกันไปก็หลายคน ผมเองไม่มีความรู้ ไม่รู้จะไปค้าขายอะไร ก็ได้แต่ไปตัดผม มีรายได้มาพอกินพอใช้ ตัดกางเกงใหม่สักตัวต้องเก็บไว้ให้ดี กลัวคนจะมายืม เพื่อนเคยมายืมไปแล้วก็บอกว่ามีคนยืมต่อไปอีกที หายไปเลย เด็กสมัยนี้ไม่ค่อยเห็นคุณค่าของผ้านุ่ง ใส่ไม่กี่ครั้งก็ทิ้งแล้ว อยากให้ไปเกิดสมัยนั้นจริง ๆ ลองนึกดูก็แล้วกันว่าขนาดพวกเรานี่ก็ลำบากกันแทบแย่แล้ว แต่พวกเชลยฝรั่งยิ่งลำบากกว่า เอาผ้ากระสอบมานุ่งกัน เห็นแล้วก็สงสาร อาหารการกินก็ขัดสนกว่าพวกเราเยอะผมยังจำได้ พอใกล้จะแพ้สงคราม ไม่ค่อยมีอะไรจะกินกัน ทหารญี่ปุ่นฆ่าวัวกินเนื้อ แต่ไม่กินเครื่องใน คนไทยก็ไปขอเครื่องในมาทำกับข้าวกินกันต่อ ญี่ปุ่นก็คงบอกว่าคนไทยแปลก กินเครื่องใน กินของสกปรก คนไทยก็บอกญี่ปุ่นไม่ยอมกินของอร่อย”หยุดไปอีกสักพักผมจึงถามต่อ “มีรบกันบ้างไหมครับลุง

”-------------------------------------------------------

“เห็น เขาเล่าว่ามียิงกันที่ท่าแพตอนวันที่ญี่ปุ่นขึ้นฝั่ง ผมอยู่ที่ทุ่งสง ช่วงแรกไม่มียิงกัน อยู่ดี ๆ ก็มีทหารญี่ปุ่นมากันเต็มไปหมดแล้ว ไม่ได้รบกันเลย จะมีรบกันก็ตอนสงครามใกล้จะเลิก มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่สถานีรถไฟทุ่งสง ผมยังจำได้เลยว่าเวลาประมาณนี้แหละ ช่วงบ่ายสองหรือบ่ายสาม มีเครื่องบินทิ้งใบปลิวมาเตือนก่อนว่าวันพรุ่งนี้จะมีการโจมตี ใครที่ไม่เกี่ยวข้องให้อพยพออกไป จะว่าแปลกก็แปลก พวกหมาแมวที่เคยเห็นเดินอยู่เต็มตลาดกับสถานีรถไฟ ไม่รู้ว่ามันรู้ล่วงหน้าหรือเปล่า คืนวันนั้นไม่มีหมาแมวอยู่เลย หนีไปก่อนคนอีกทหารญี่ปุ่นก็ไปหลบอยู่ในถ้า ทิ้งเชลยไว้กับทหารที่เฝ้าอีกไม่กี่คน พอช่วงบ่ายก็มีเครื่องบินมายิงถล่ม พวกเชลยฝรั่งนี่ก็เก่ง พอเครื่องบินมาก็วิ่งออกจากเรือนไปกลางลาน นั่งเรียงกันเป็นตัวหนังสือ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าตัวอะไร พวกทหารญี่ปุ่นที่คุมอยู่ก็วิ่งไปนั่งอยู่ด้วย พวกบนเครื่องบินคงเห็น ก็เลยเว้นเรือนพักเชลยไว้ ไม่ยอมยิง แล้วพวกเครื่องบินนี่ก็เก่ง ไม่รู้ว่าไปรู้มาจากไหนว่ารถไฟขบวนไหนเป็นตู้เสบียงของญี่ปุ่น ทิ้งระเบิดโดนพอดี นี่แหละก็เลยต้องฆ่าวัวกินกันเพราะไม่มีเสบียง แล้วตู้รถไฟข้าง ๆ นี่ไม่โดนเลยนะ โดนอยู่ตู้เดียวน่าสงสารก็พวกเชลย ฝรั่ง รางรถไฟโดนระเบิดกระเด็นไปอยู่กลางตลาด พวกญี่ปุ่นให้ซ่อมรางทั้งวันทั้งคืน ทำงานไม่ได้หยุดกันเลย ไม่ถึงวันรถไฟก็วิ่งได้อีกผมไปดูที่กำแพงสถานี โดนกระสุนลูกใหญ่ ๆ ยิงจนพรุนไปหมด ขนาดว่าถ้ามดไปเดินก็คงโดนยิงตายแน่พวกนี้โดนเข้าไป หนักยังไงก็ไม่ยอมแพ้ ผมนับถือวินัยพวกญี่ปุ่นจริง ๆ เขาว่าพวกนี้ถ้ายอมแพ้แล้วทางบ้านรู้เข้าจะเสียชื่อมาก พ่อแม่จะไปกระโดดภูเขาตาย พวกอเมริกันมาทีหลัง เอาชนะเขาได้ แต่ยังไงผมว่าก็สู้พวกญี่ปุ่นไม่ได้ พวกอเมริกันนี่มีแต่เงิน แต่ไม่ค่อยมีวินัย

-------------------------------------------------------

คุณลุงท่านนี้จบการสนทนาหลังจากตัดผมเสร็จแล้ว“เก้าสิบบาทครับ” … “เดี๋ยวผมไปเอาเงินทอนให้นะ” ช่างตัดผมชราเดินไหล่งุ้มเล็กน้อยไปหยิบเงินทอนมาให้ผมว่ามาตัดผมครั้ง นี้ได้อะไรดี ๆ กลับบ้านหลายอย่าง คุ้มกับเงินเก้าสิบบาท คุ้มกว่าไปดูหนังบางเรื่องเสียอีกปี พ.ศ. 2525 สามสิบเจ็ดปีหลังแพ้สงคราม รัฐบาลญี่ปุ่นมอบเงิน 3600 ล้านเยน เพื่อซื้อเครื่องมือและสร้างตึกให้กับโรงพยาบาลประจำจังหวัดเดียวกันกับที่ พวกเขาเคยมายกพลขึ้นบกเมื่อสามสิบเจ็ดปีก่อน และหากนับจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2547) ญี่ปุ่นใช้เวลาห้าสิบกว่าปีหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เทียบเท่ากับการผ่านไปของคนหนึ่งรุ่นกว่า ๆ สร้างตัวเองจากประเทศผู้แพ้สงครามไปเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศ หนึ่งของโลก ในช่วงเวลาที่เท่ากันนี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างกับประเทศไทยของเรา ?

-------------------------------------------------------

เก็บมา เล่าให้ฟังเนื่องจากคิดว่าเป็นอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์นะครับ ไม่ได้หวังให้รื้อฟื้นเรื่องราวความขัดแยังแต่ครั้งอดีตของคนรุ่นก่อนให้ปวด ร้าวกันอีก แล้วก็ไม่ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมดนะครับ เรื่องนี้เล่ามาจากความทรงจำของชายชราคนหนึ่งอีกที อาจมีหลงลืมไปบ้างหรือแต่งเติมขึ้นมาบ้าง แต่เรื่องราวเหล่านี้หากไม่มีเก็บบันทึกไว้ อีกไม่นานก็จะตายไปพร้อมกับคนรุ่นนี้ อย่างน้อยอ่านแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องราวเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ รู้ไว้ไม่เสียหลายครับ

เขียนไว้เมื่อประมาณปี 2547 แก้ไขข้อความเล็กน้อยก่อน post ครั้งล่าสุด
Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2550Last Update : 17 กรกฎาคม 2550 10:47:32 น.

ที่มาครับ : http://niceoppai.49.forumer.com/viewtopic.php?f=2&t=947

ภรรยา 4 คน

มันเป็นเรื่องจริงครับ ถ้าอ่านแล้วจะเข้าใจเองค่ะว่ามันเป็นไง

ภรรยา 4 คน
ชายคนหนึ่งมีภรรยา อยู่ 4 คน

ภรรยาคนที่ 1 เขารักที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตามใจตลอดอยากได้อะไร
เขาหาให้ทุกอย่าง


ภรรยาคนที่ 2 เขารักมาก เขาจะทำทุกสิ่ง
ทุกอย่างเพื่อภรรยาคนนี้
และจะไปหาภรรยาคนนี้เสมอ


ภรรยาคนที่ 3 เขารักรองลงมา ดูแลเอาใจใส่พอควร แวะไปหาบางเป็นครั้งคราว

ภรรยาคนที่ 4 เขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยไปหา ไม่คิดถึงเลย ด้วยซ้ำ

ต่อมาชาย คนนี้ไปกระทำความผิดร้ายแรง
และถูกจับ ต้องถูกประหารชีวิต ก่อนที่จะถูกประหาร เขาขอร้องว่า เขาขอกลับบ้าน
เพื่อไปร่ำลาภรรยาสุดที่รักซักครั้ง
ผู้คุมเห็นใจจึงอนุญาต


เมื่อกลับมาถึงบ้าน
เขารีบตรงไปหาภรรยาคนที่ 1
เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟัง
และถามภรรยา คน ที่ 1 ว่า


" ถ้าเขาต้องตายภรรยาคนที่ 1
จะทำอย่าง ไร? "

ภรรยาคนที่ 1 ตอบน้ำเสียงที่เย็นชาว่า
“ถ้าเธอตาย เราก็จบกัน”
คำตอบที่ได้รับ
เหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยง!! ลงมาที่เขาอย่างจัง
เขารู้สึกเจ็บปวด และเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
นึกเสียดาย ว่าเขาไม่ควรทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เลย

จากนั้นเขาก็ ไปหา ภรรยาคนที่ 2
ด้วยอาการเศร้าโศก เล่า เรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง
และถามคำถามเดิมกับภรรยาคนที่ 2 ว่า


" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 2
จะทำอย่างไร? "


ภรรยาคนที่ 2 ก็ ตอบอย่างหน้าตาเฉย ว่า
" ถ้าเธอตาย ฉันจะมีใหม่ "
เหมือนสายฟ้า!! ผ่าลงมาซ้ำที่เขา อย่างจัง
เขารู้สึกเสียใจมาก และนึกเสียดายว่าที่ผ่านมา
เขาไม่ควร ทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เช่นกัน

เขาเดินคอตกมาหาภรรยาคนที่ 3
เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง
และถาม ภรรยา คนที่ 3 ว่า


"ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 3
จะทำอย่างไร? "


ภรรยาคนที่ 3 ตอบว่า
"ถ้าเธอตาย ฉันจะไปส่ง "
ทำให้เขาคลายความ เศร้าโศกขึ้นมาได้บ้าง
อย่างน้อยก็ ยังมีภรรยาที่จริงใจกับเขา

ก่อนกลับไปรับโทษ
เขานึกขึ้นมาได้ว่ามีภรรยาอีกคน ซึ่งไม่เคยไปหาเลย จึงไปหา ภรรยาคนที่ 4 และถามว่า


" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ 4
จะทำอย่าง ไร?"


ภรรยาคนที่ 4 ตอบว่า
" ถ้าเธอตาย ฉันจะตามไป ด้วย "
แทนที่เขาจะดีใจกลับนึกเสียใจหนักขึ้นไปอีก
เพราะ...มัน สายเกินไปเสียแล้ว ช่วงที่เขามีชีวิตอยู่
เขาไม่เคยเห็นค่าของภรรยาคนนี้ แต่ภรรยาคนนี้ไม่คิดที่จะทิ้งเขา จะติดตามเขาไปอยู่ด้วย
แล้วชายคนนี้ก็กลับไปรับโทษประหาร
และเมื่อเขาตาย ภรรยาคนที่ 4 ก็ตายตามไป ด้วย.....


เราทุกคนก็ มีภรรยา 4 คน นี้

มีคำถามว่า ภรรยาทั้ง 4 คนเป็นใคร? คิดกันก่อนนะ แล้วค่อยเฉลย...

ทีนี้เรามาดูกันว่า
ภรรยาคน ที่ 1, 2, 3 และ 4
เป็นใครกันบ้าง


ภรรยาคน ที่ 1

ร่างกายของเรา เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะบำรุงบำเรอด้วยของสิ่งทุกอย่าง
อยากได้อะไรก็หาให้
แต่พอเราตายมันกลับไม่ไปกับเรา
เมื่อเราตาย ร่างกายมันก็มีค่าเท่ากับท่อนไม้
ท่อนหนึ่งเท่านั้น


ภรรยาคน ที่ 2

ทรัพย์สมบัติ เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มันมา
แต่พอเราตาย มันกลับไม่ไปกับเรา
แต่ไปเป็นของคนอื่น

ภรรยาคนที่ 3

พ่อแม่ ลูกเมีย ญาติ พี่น้อง เพราะพอเราตาย
เขาจะทำศพให้เรา ทำบุญไปให้
แปลว่า เขาแค่ไปส่งเราเท่านั้น


ภรรยาคนที่ 4

บุญกับบาป เมื่อเราตายไป
เราไม่สามารถเอาอะไรไปด้วยได้
มีเพียงแค่บุญกับบาปเท่านั้น
ที่จะตามเราไป .....